 |
ความเป็นมาของการปลูกถ่ายตับ
การปลูกถ่ายตับครั้งแรกทำเมื่อ พ.ศ. 2506 โดย นพ. โธมัส สตารซ์ล (Thomas Starzl) ที่เดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา และในเวลา
ใกล้เคียงกันก็เริ่มมีการทำผ่าตัดปลูกถ่ายตับ ณ เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษโดย นพ. รอย คาล์น การผ่าตัดเปลี่ยนตับมาประสบความสำเร็จจริง
ในปี พ.ศ.2510 ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันวงการแพทย์เริ่มมีการใช้กฏเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะสมองในผู้ป่วยที่บริจาคอวัยวะ การผ่าตัดปลูกถ่ายตับยังทำกันน้อย
ในระยะแรกๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงปี ระยะเวลา 5 - 15 ปีให้หลัง การผ่าตัดปลูกถ่ายตับเริ่มมีการพัฒนามากขึ้นผู้ป่วยหลังการปลูกถ่ายตับ มีชีวิตรอดที่หนึ่งปีเกินกว่าครึ่ง
ต่อมาเมื่อเริ่มมีการค้นพบยากดภูมิต้านทานชื่อ cyclosporine และเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่ปี 2522 ทำให้การปลูกถ่ายตับประสบความสำเร็จ
มากขึ้น กอร์ปกับพัฒนาการด้านเทคนิคการผ่าตัด การดูแลผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัด วิสัญญีวิทยาการถนอมรักษาตับ และการมีองค์กรช่วยดูแล
ในการบริจาค และจัดสรรอวัยวะให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ปัจจุบันผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายตับในยุคแรกที่เดนเวอร์ และประเทศอังกฤษเมื่อ 30 กว่าปี
ก่อนยังมีชีวิตอยู่คำถามที่ว่าปลูกถ่ายตับแล้วจะอยู่ได้นานหรือไม่คงเป็นคำตอบที่ต้องรอต่อไปว่าอายุไข หลังการปลูกถ่ายตับจะนานเกินกว่าสามสิบกว่าปี
ไปอีกนานเท่าใด
ปัจจุบันการปลูกถ่ายตับถือเป็นการรักษามาตรฐานสำหรับโรคตับระยะท้ายและมะเร็งตับระยะต้นผู้ป่วยรายแรกของประเทศไทยได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ
ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2530 โดยผศ.นพ.วรวิทย์ ศรีวัฒนาวงษา รศ.นพ.เจษฎา แสงสุพรรณ และคณะ
หลังจากนั้น การปลูกถ่ายตับ ณ โรงพยาบาลแห่งนี้ก็ดำเนินเรื่อยมาถึงปัจจุบัน ทำไปแล้วมากว่า 90 รายมีผู้ป่วยที่อยู่ในระหว่างรอรับการเปลี่ยนตับเฉลี่ยมากกว่า
30 รายตลอดเวลามีทีมงานครบทุกด้านทั้งแพทย์ พยาบาล และฝ่ายสนับสนุน ต่างๆจนกระทั่งมีการจัดตั้งศูนย์โรคตับและการปลูกถ่ายตับโรงพยาบาล
จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยขึ้นมาในปี 2549
|
|
|