 |
จะทราบได้อย่างไรว่ามีโรคตับซ่อนอยู่
ปัญหาหลักของคนที่เป็นโรคตับคือ ไม่เคยทราบว่าตัวเองมีความผิดปกติของตับซ่อนอยู่ โรคตับทั้งหลายที่กล่าวมาในบทที่แล้วมักจะ
ไม่แสดงอาการ อะไรให้เห็นนับตั้งแต่เป็นโรคระยะแรกๆจนถึงขั้นเป็นโรคตับแข็งระยะต้นถึงระยะกลาง จะมาทราบอีกทีก็ตอนเป็น
โรคตับแข็งระยะท้าย หรือ เป็นมะเร็งเต็มตับ เราลองมาดูวิธีการต่างๆ ที่พอจะปรับจากวิธีที่ หมอใช้ในการดูแลผู้ป่วย เอามาคอย
ติดตามดูแลตับของตัวเองดังนี้
|
| คนไหนบ้างที่น่าจะต้องไปตรวจเช็คโรคตับ |
 |
บ้านเรามีคนเป็นพาหะของไวรัสบีและซีจำนวนมากโรคทั้งสองนี้ติดต่อผ่านทางเลือดและเพศสัมพันธ์ลูกมักจะติดเชื้อไวรัสบีจากแม่ขณะคลอด
ฉะนั้นใครที่มีคนในครอบครัวเป็นพาหะไวรัสบีมีพี่น้องเป็นไวรัสบี มีสามีภรรยาเป็นไวรัสซีใครที่ได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดระหว่าง
การผ่าตัดหรือใช้รักษาโรคเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนคนที่รักสวยรักงามโดยการสักตามร่างกาย (Tattoo) หรือ ได้รับการเจาะเนื้อหนัง (Piercing)
เพื่อฝังหมุด ใส่ห่วง หรือ เครื่องประดับ เจาะทำสการ์หรือแผลเป็นตามเทรนด์ฮิตในยุคปัจจุบัน นอกจากเจ็บแล้วอาจได้ของแถมเป็นไวรัสกลับ
บ้านใครที่ทำงานในสถานที่ที่มีความเสี่ยงในการสัมผัสกับเลือด เช่น บุคคลากรในโรงพยาบาล
คนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นอาจิณ ดื่มคนเดียวที่บ้านตื่นเช้ามาต้องดื่มไม่ดื่มแล้วทำงานไม่เป็นสุข ผู้ชายที่ดื่มเกิน 21 ดริ้ง (ยูนิต) หรือ ผู้หญิงที่ดื่ม
เกิน 14 ดริ้ง (ยูนิต) ต่ออาทิตย์ (ดูรายละเอียดจากเรื่องโรคตับจากแอลกอฮอล์) คนที่มีน้ำหนักตัวเกินปกติ อ้วน เป็นเบาหวาน โรคความดันโลหิต
สูงไขมันในเลือดสูงต้องคอยตรวจเช็คว่ามีโรคไขมันในตับซ่อนอยู่หรือไม่
คนไทยทางภาคอีสานเหนือที่เคยทานอาหารพวกปลาร้า ปลาดิบ ปลาส้ม หรือ เคยตรวจอุจจาระพบเชื้อพยาธิใบไม้ในตับพอถึงวัยอันสมควรอายุ
สักสี่สิบปีขึ้นไปน่าจะได้ตรวจเช็คตับไว้บ้างเพื่อคอยระวังมะเร็งท่อน้ำดี คนทุกคนที่ถึงวัยสี่สิบปีขึ้นไปควรไปตรวจร่างกายประจำปีตรวจเลือดดู
ค่าการทำงานตับ เพราะคนเป็นโรคตับมักจะไม่เคยทราบหรือมีประวัติต่างๆที่กล่าวมา
|
| ตรวจร่างกายด้วยตัวเองเพื่อหาโรคตับ |
 |
เราทุกคนพอจะเป็นหมอได้ หรือ บางทีจะเก่งกว่าหมอเพราะมีเวลาดูตัวเองหน้ากระจกทุกวัน คนที่เป็นโรคตับเรื้อรังจนมีตับแข็งซ่อนอยู่อาจจะมี
ความผิดปกติของร่างกายให้เห็นได้ง่ายเริ่มจากผู้ชายลองดูเต้านมของตัวเองว่าโตขึ้นกว่าปกติหรือไม่บางครั้งจะเห็นว่าโตไม่เท่ากัน มีอาการเจ็บ
บริเวณเต้านมเรียกง่ายๆว่า นมโต ภาษาแพทย์เรียก Gynecomastia

ลองแบฝ่ามือสองข้างแล้วดูว่าตัวเองดวงดีหรือไม่ ถ้าเป็นโรคตับอันนี้ดูไม่ยาก ถ้าอุ้งมือทั้งสองข้าง อุ้งนิ้วมือ มีสีแดงกว่าปกติโดยตรงส่วนกลาง
ฝ่ามือออกซีดกว่า เรียกว่า ฝ่ามือแดง ภาษาแพทย์เรียก Palmar erythema เป็นเครื่องบอกว่าอาจจะมีตับแข็งซ่อนอยู่

ลองส่องกระจกหรือให้เพื่อนช่วยดูผิวหนังบริเวณหน้าอกส่วนบน ต้นแขน หัวไหล่ และ แผ่นหลังส่วนบนหรือตรงสะบักหลัง ถ้าเห็นมีผื่นแดงมีขา
เป็นเส้นแยกจากจุดตรงกลาง ขนาดตั้งแต่เล็กๆจนถึงสองเซ็นติเมตร ต่อไปลองเอานิ้วกดตรงกลาง ถ้าเป็นผื่นโรคตับ สีแดงของเลือดจะจางลงพอ
ปล่อยนิ้วมือ สีแดงจะวิ่งกลับเข้ามาใหม่ ผื่นลักษณะนี้เรียก ผื่นแมงมุม ภาษาแพทย์เรียก Spider nevi

|
| ไปตรวจเช็คร่างกายและตรวจเลือดประจำปี |
 |
เวลาไปตรวจกับแพทย์อย่าลืมแจ้งแก่แพทย์ถ้ามีประวัติความเสี่ยงในการเป็นโรคตับอยู่ อย่าลืมขอให้หมอช่วยดูลักษณะของโรคตับแข็งข้างต้นว่ามี
หรือไม่ ถ้ามีโรคตับอักเสบเรื้อรังอย่าลืมถามแพทย์ว่าม้ามโตหรือไม่
ลองหยิบผลเลือดที่โรงพยาบาลให้มา แล้วไปดูตรงค่าการทำงานตับถ้าแพทย์ตรวจค่าการทำงานตับชุดใหญ่ มักจะตรวจดูค่า บิลิรูบิน (Bilirubin)
เอ็สจีโอที (SGOT) เอ็สจีพีที (SGPT) และ แอลคาไลน์ฟอสฟาเตส (alkaline phosphatase) แกมม่าจีที (GGT) และ แอลบูมิน (Albumin)
ค่าบิลิรูบิน (Bilirubin) บ่งถึงการขับน้ำดีออกจากร่างกายทางตับ ถ้ามีน้ำดีค้างในร่างกายค่านี้จะเริ่มสูงขึ้น เมื่อน้ำดีค้างมากขึ้นจะเห็นว่ามีปัสสาวะ
เหลืองเข้มตาเหลืองหรือตัวเหลือง ถ้าค่านี้เกินค่าปกติก็ต้องถามหมอว่าเกิดจากอะไรเอ็สจีโอที (SGOT) และ เอ็สจีพีที (SGPT) บางครั้งแพทย์อาจ
จะใช้คำว่า เอเอ็สที (AST) แทน เอ็สจีโอที (SGOT) และ คำว่า เอแอลที (ALT)แทนคำ เอ็สจีพีที (SGPT) เพื่อความง่าย เอาเป็นว่า AST เท่ากับ
SGOT และ ALT เท่ากับ SGPT ทั้งสองค่านี้เป็นตัวบอกว่ามีการอักเสบของตับหรือไม่ คือเมื่อมีเนื้อเยื่อของตับถูกทำลาย สารทั้งสองชนิดนี้จะออก
มาในเลือด ถ้าเมื่อใดค่าที่ตรวจออกมาเกินค่าปกติถือว่าผิดปกติ อันนี้สำคัญมากเพราะแพทย์ทั่วไปมักจะมีความเข้าใจว่าค่าต้องขึ้นเกินสองถึง
สามเท่าของค่าปกติจึงเรียกว่าผิดปกติ
แอลคาไลน์ฟอสฟาเตส (Alkaline phosphatase) ค่านี้บ่งบอกถึงการไหลของน้ำดีออกจากตับ ถ้ามีค่าสูงเกินค่าปกติ อาจจะบ่งถึงความผิดปกติ
ของท่อน้ำดี ตับผิดปกติ หรือมีอะไรเข้าไปแทรกอยู่ในตับ
แกมม่าจีที (GGT) ค่านี้คล้ายๆกับค่าของ แอลคาไลน์ฟอสฟาเตส แต่ไม่ค่อยบ่งถึงโรคใดเฉพาะเจาะจง ระดับที่สูงเกินกว่าค่าปกติพบได้ใน คนที่
ดื่มเหล้ามาก ยาบางอย่างที่มีผลต่อตับ และสาเหตุอื่นๆทั้งในและนอกตับ ตามโรงพยาบาลต่างๆและบริษัทประกันสุขภาพมักจะมีการตรวจค่านี้แต่
เวลาพบค่าผิดปกติก็มักจะตรวจไม่พบโรคเฉพาะเจาะจงอะไรในทางปฏิบัติแพทย์มักจะตรวจ GGT เมื่อพบว่ามีค่า แอลคาไลน์ฟอสฟาเตสผิดปกติ
ถ้าค่า GGT ผิดปกติร่วมด้วยก็จะช่วยยืนยันว่า ค่าแอลคาไลน์ฟอสฟาเตสที่ขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากตับแน่ ไม่ใช่ขึ้นเพราะเป็นโรคอื่น เช่น โรคกระดูก
เป็นต้น
แอลบูมิน (Albumin) ค่านี้เป็นตัวบ่งถึงระดับโปรตีนแอลบูมินซึ่งในร่างกายสร้างมาจากตับเท่านั้น ถ้าค่านี้ลดลงกว่าค่าปกติก็ให้สงสัยว่าอาจจะมี
โรคตับแข็งที่เป็นมากแล้วซ่อนอยู่ อย่างไรก็ตามค่าอาจจะต่ำได้จากสาเหตุอื่นๆ เช่น โรคไต โรคท้องเสียงเรื้อรัง ภาวะขาดอาหาร หรือ เป็นโรค
เรื้อรังอื่นๆ ที่มีการใช้โปรตีนในร่างกายมากจนตับผลิตทดแทนไม่ทัน
นอกจากนี้แพทย์อาจจะตรวจค่าการแข็งตัวของเลือดเพิ่มเติม ได้แก่ ค่าโปรทรอมบินไทม์ (Prothrombin time) หรือ ไอเอ็นอาร์ (INR) เป็นต้น
ถ้าตับทำงานผิดปกติมาก เลือดจะแข็งตัวไม่ดี ค่านี้จะนานขึ้นกว่าค่าปกติ หรือ ค่าไอเอ็นอาร์ เกิน 1.0 แพทย์ส่วนใหญ่มักจะตรวจดูค่าของเม็ดเลือด
ต่าง ๆในเลือด การตรวจนี้ใช้คำเรียกว่า ซีบีซี (CBC: complete blood count) ขอให้ตั้งใจดูที่ค่าของเกร็ดเลือด (Platelet) ถ้าเริ่มต่ำกว่า
150,000 ก็ให้สงสัยว่าอาจจะมีม้ามโตสาเหตุจากโรคตับแข็ง
|
| ตรวจดูไวรัสจากเลือด |
 |
ตรวจดูไวรัสบี : โดยดูผล เอ็ชบีเอสเอจี (HBsAg) ถ้าเป็นบวกแสดงว่ามีไวรัสบีอยู่การตรวจแอนตี้เอ็ชบีเอส (AntiHBs) ถ้าเป็นบวกบ่งว่ามีภูมิต้าน
ทานต่อไวรัสบี ปัจจุบันสามารถตรวจนับจำนวนไวรัส (HBV viral load) เพื่อช่วยในการบอกระยะของโรค หรือ ติดตามระหว่างการรักษาจะสามารถ
บอกได้ว่ามีไวรัสกี่ตัวในเลือด รายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจควรถามแพทย์เป็นรายๆไป
ตรวจไวรัสซี : โดยดูผล แอนตี้เอ็ชซีวี (AntiHCV) ถ้าเป็นบวกหมายถึงเคยติดเชื้อมา หรือ กำลังติดเชื้ออยู่ ขั้นต่อไปต้องตรวจเลือดดูเชื้อไวรัส
โดยวิธี อาร์ทีพีซีอา (RT-PCR) หรือ ตรวจนับจำนวนไวรัสเพิ่มเติม (HCV viral load) เพื่อยืนยันว่ายังมีเชื้ออยู่ในเลือดหรือไม่ ถ้ามีเชื้ออยู่จะ
ต้องมีการตรวจต่อว่า เชื้อไวรัสซีนั้นเป็นเชื้อสายพันธุ์หรือชนิดอะไร มีตั้งแต่ชนิดที่ 1 ถึงชนิดที่ 6 หรือเรียกว่า ตรวจจีโนไทพ์ (Genotype)
|
| ตรวจเลือดดูค่ามะเร็งตับ |
 |
อัลฟ่าฟีโตโปรตีน (Alpha fetoprotein; AFP): ค่าปกติจะน้อยกว่า 10 ถ้าค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือสูงมากให้สงสัยว่าอาจมีมะเร็งตับซ่อน
อยู่โดยเฉพาะถ้าขึ้นเกิน 400 ค่านี้อาจจะสูงขึ้นได้จากสาเหตุอื่นๆเช่นกัน ได้แก่เนื้องอกบางชนิด (เช่น Germ cell tumour) สูงขึ้นในระยะที่มี
ตับอักเสบ หรือในหญิงมีครรภ์เป็นต้น คนที่เป็นโรคมะเร็งตับปฐมภูมิ 100 คน มีเพียงประมาณ 40 คนเท่านั้นที่พบมีค่า AFP ผิดปกตินั่นหมายถึงว่า
ค่าปกติก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยจากโรคมะเร็งตับ
ค่านี้จะขึ้นสูงในโรคของท่อน้ำดี มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งของตับอ่อน ถ้าผิดปกติก็ควรหาโรคของท่อทางเดินน้ำดีหรือ
ตับอ่อน ถึงค่าออกมาปกติก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีโรคเสมอไป
|
| ตรวจตับเพิ่มเติมด้วยการตรวจคลื่นเสียงของตับ (อัลตร้าซาวด์) |
 |

การตรวจวิธีนี้เป็นการตรวจเบื้องต้นเพื่อดูลักษณะของตับโดยใช้คลื่นเสียง แพทย์ผู้ตรวจจะต้องเป็นผู้มีความชำนาญในการอ่านผลในขณะที่ทำเวลา
ตรวจนั้นเพียงนอนราบ หรือตะแคง ตามแต่มุมที่ต้องการตรวจ แพทย์จะทาเจลบริเวณที่ตรวจ แล้ววางหัวตรวจไปตามตำแหน่งต่างๆ ใช้เวลาตรวจ
ประมาณสิบถึงสิบห้านาทีแล้วแต่ความยากง่าย เป็นการตรวจที่ไม่เจ็บ ไม่ต้องฉีดยา และไม่มีอันตรายต่อผู้ถูกตรวจ ผลการตรวจจะสามารถบอกได้ถึง
ความผิดปกติของ ตับ ท่อน้ำดี ถุงน้ำดี ม้าม ตับอ่อน และไต
|
| การตรวจอื่นๆ (ภาพ CT และ MRI) |
 |
การตรวจอื่นๆ โดยมากจะทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจนหรือต้องการตรวจตับให้ละเอียดขึ้น เช่น ตรวจ เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีทีสแกน
(CT scan) ของช่องท้องผู้ป่วยจะต้องนอนบนเตียงและเตียงจะเลื่อนเข้าในอุโมงค์ที่มีรังสีเอ็กซ์เรย์ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถเห็นภาพ
ได้ทั้งหมดระหว่างการตรวจอาจจะต้องฉีดสีเข้าไปบริเวณหลอดเลือดที่แขน หรือแพทย์มักจะใช้คำว่าฉีด คอนทราสต์ เพื่อให้เห็นภาพ
หลอดเลือดของอวัยวะนั้นๆชัดขึ้น คอนทราสต์ที่ใช้ในการตรวจซีทีจะมีส่วนผสมของสารไอโอดีน

ฉะนั้นบางคนที่แพ้อาหารทะเลหรือไอโอดีนอาจมีอาการแพ้ คอนทราสต์ได้ แพทย์จะต้องซักประวัติการแพ้สารเหล่านี้ และให้ยาป้องกัน
การแพ้ก่อนการตรวจ หรือถ้ามีความเสี่ยงที่จะแพ้อย่างรุนแรงก็จะต้องเลือกวิธีการตรวจชนิดอื่นแทนคนที่มีไตทำงานผิดปกติ มีค่า
ครีเอตินีน (creatinine) สูงถึงระดับหนึ่ง ควรเลือกวิธีการอื่นในการตรวจตามดุลย์พินิจของแพทย์ การตรวจตับด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
หรือเอ็มอาร์ไอ (MRI) การตรวจคล้ายๆ กับการตรวจเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ เพียงแต่ไม่ได้ใช้รังสีเอ็กซ์เรย์แต่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแทน
คนที่เคยมีการผ่าตัดฝังโลหะ ในร่างกายอาจมีอันตรายได้ หรือ โลหะนั้นจะบังคลื่นแม่เหล็กทำให้ผลที่ออกมาอ่าน ได้ไม่ชัดเจนนอกจากนี้
อุโมงค์ที่เข้าไปขณะตรวจ ค่อนข้างจะแคบร่วมกับมีเสียงดังขณะเครื่องทำงาน ฉะนั้นใครที่กลัวที่แคบอาจจะไม่สามารถตรวจด้วยวิธีการนี้
การตรวจใช้เวลาประมาณ 30 นาทีส่วนใหญ่จะต้องมีการฉีดสารคอนทราสต์ บางชนิด เข้าเส้นเลือดที่แขนระหว่างการตรวจ แต่สารคอนทราสต์
ที่ใช้ค่อนข้างปลอดภัยไม่ค่อยมีการแพ้และสามารถให้ได้ในคนที่มีการทำงานของไตผิดปกติ ปัจจุบันมีการพัฒนาสารคอนทราสต์ชนิดใหม่ๆ
ออกมาหลายชนิด ซึ่งมีส่วนช่วยในการแยกแยะลักษณะของก้อนตับว่าเป็นเนื้อชนิดดีหรือเนื้อมะเร็ง
|
|
back to top |
|
|